ความรู้ / เทคโนโลยี
กระบวนการออกแบบและผลิตผ้าไหมมัดหมี่ลายพร่าเลือน เทคนิครื้อสร้าง แทรกแซง กระจัดกระจาย คลุมเครือ ทับซ้อน และทับซ้ำ
ที่มา / จุดมุ่งหมาย / ความต้องการ
1. ปี พ.ศ. 2563 ดำเนินโครงการสร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์เรื่อง เทคนิคการออกแบบ ลายแบบพร่าเลือนในงานไหมมัดหมี่ สร้างองค์ความรู้ใหม่ 6 เทคนิค และผ่านการทดลองผลิตต้นแบบผลิตภัณฑ์ 20 ผืน โดยกลุ่มทอผ้า จำนวน 10 กลุ่มในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้รวม 50 คน
2. ปี พ.ศ. 2565 จัดการความรู้จากงานวิจัย ปี 2563 ถ่ายทอดเพื่อใช้ประโยชน์ไปยังกลุ่มทอผ้า จำนวน 4 กลุ่ม 30 คน ในอำเภอละหานทรายจังหวัดบุรีรัมย์ จัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์ใน 10 ผืนเพื่อจำหน่ายสินค้า และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รวม 50 คน จึงเป็นการยืนยันเทคโนโลยีว่าสามารถขยายผลในพื้นที่อื่นได้
จุดเด่น
ผลงานไหมมัดหมี่ลายใหม่แตกต่างจากกระบวนการผลิตดั้งเดิม
รายละเอียดเพิ่มเติม
แนวคิดเทคนิคการสร้างลายแบบพร่าเลือน
SADORI Technique ทั้ง 6 เทคนิค
โดยขอบเขตการวิจัยได้มีการวางแผนให้มีการทดลองสร้างสรรค์ลายมัดหมี่พร่าเลือน
แบบผสมผสาน 2-3 เทคนิคต่อผืน จึงกำหนดแนวคิดในการออกแบบโดยเลือกเทคนิคพร่าเลือนที่นำมาใช้ผสมผสานได้
ดังนี้1.
พร่าเลือนด้วยการกระจัดกระจาย (Scattering) 1.1
พร่าเลือนด้วยการกระจัดกระจายด้วยการค้นหมี่ด้วยจำนวนรอบที่ไม่เท่ากันทำให้จำนวนเส้นด้ายในแต่ละลำมีจำนวนไม่เท่ากัน ส่งผลต่อความคงที่ของแต่ละช่องของลายไม่เท่ากัน
จึงเกิดความพร่าเลือน1.2 พร่าเลือนด้วยการกระจัดกระจายด้วยการออกแบบลายให้เคลื่อนออกจากตำแหน่งทำให้เกิดการสั่นไหวที่สร้างความพร่าเลือน2.
พร่าเลือนด้วยความคลุมเครือ
(Ambiguity)2.1 พร่าเลือนด้วยความคลุมเครือ
โดยการออกแบบลายให้เหมือนศิลปะปะติดปะต่อ (Collage Art)
เกิดความคลุมเครือของแต่ละลายที่นำมาปะติดปะต่อกัน2.2 พร่าเลือนด้วยความคลุมเครือ
โดยการออกแบบสีแบบผสานสีทางสายตา โดยการใช้โครงสี แบบคู่ประกอบ
หรือแบบตระกูลสีเดียวกันหรือวรรณะเดียวกัน3.
พร่าเลือนด้วยการทำให้เสียหาย (Damaging) 3.1 พร่าเลือนด้วยการทำให้เสียหายโดยการแปรเปลี่ยนองค์ประกอบจากองค์ประกอบที่มองเห็นได้เป็นองค์ประกอบในความนึกคิดหรือโดยการออกแบบลายที่ไม่สมบูรณ์ ให้มีการขาดหาย ขาดช่วง ขาดตอน 3.2 พร่าเลือนด้วยการทำให้เสียหายโดยการล้างกัดสีทั้งหมดหรือบางส่วนของลายมัดหมี่
ออกด้วยเคมีภัณฑ์3.3 พร่าเลือนด้วยการทำให้เสียหาย โดยการย้อมเส้นด้ายพุ่งหรือเส้นด้ายยืนด้วยสีเดียวแบบไม่สม่ำเสมอเป็นสีกระ
หรือการย้อมเส้นด้ายพุ่งด้วยสีด้วยสีจำนวนหลายสีแบบคละสี ไม่มีการกำหนดตำแหน่งสีที่เป็นรูปแบบ
หรือตามตำแหน่งของลายที่แน่นอน 4. พร่าเลือนด้วยการทับซ้อน (Overlaying)4.1 พร่าเลือนด้วยการทับซ้อน
โดยการพิมพ์ลายทับการมัดหมี่ อาจใช้การพิมพ์แบบซิลค์สกรีน (Silk Screen)
หรือพิมพ์ด้วยแบบประทับ (Stamp) ด้วยแม่พิมพ์ ในงานครั้งนี้ใช้ใบไม้เป็นแม่พิมพ์ พิมพ์ลายลงบนผ้ามัดหมี่
หรือใช้เทคนิคการพิมพ์ด้วยวัสดุธรรมชาติที่ให้สีธรรมชาติ เช่น ใบสัก ใบเพกา
ใบยูคาลิปตัส ใบปีบ เป็นต้น วางทับบนผ้ามัดหมี่แล้วนำไปนึ่ง4.2 พร่าเลือนด้วยการทับซ้อน โดยการมัดหมี่สองทาง
เป็นการนำเส้นด้ายพุ่งที่มีการมัดหมี่มาทอขัดกับเส้นด้ายยืนที่มีการมัดหมี่
ให้เกิดเป็นลายทับซ้อนกันระหว่างลายมัดหมี่ที่เส้นด้ายยืนกับลายมัดหมี่ที่ด้ายเส้นพุ่ง
อาจใช้ร่วมกับการย้อมสีกระ หรือสีคละ4.3 พร่าเลือนด้วยการทับซ้อน
โดยการมัดย้อมทับผ้ามัดหมี่
ซึ่งเลือกใช้เทคนิคมัดย้อมแบบคุโม ชิโบริ (Kumo Shibori) คือการมัดขยุ่ม
หรือบิดเกลียวและรัด กับเทคนิคอิตาชิเมะ ชิโบริ (Itajime Shiburi) คือการประกบแผ่นไม้แล้วมัดให้แน่น
เนื่องจากเหมาะสมกับขนาดของผืนผ้ามัดหมี่ และไม่ทำให้โครงสร้างผ้าเสียหาย จากนั้นนำผ้าไปย้อมสีทับ
หรือล้างกัดสีด้วยเคมีภัณฑ์4.4 พร่าเลือนด้วยการทับซ้อน
โดยการเขียนบาติกด้วยแป้งข้าวแล้วนำผ้าไปย้อมสีทับ หรือล้างกัดสีด้วยเคมีภัณฑ์4.5 พร่าเลือนด้วยการทับซ้อน
โดยการปักลายทับผ้ามัดหมี่ ด้วยเส้นด้ายหรือไหมสำหรับงานปัก 5. พร่าเลือนด้วยการทับซ้ำ
(Repeating)5.1 พร่าเลือนด้วยการทับซ้ำ
โดยการย้อมสีทับผ้ามัดหมี่ เมื่อเลือกน้ำหนักสีที่เข้มกว่าสีเดิมของผ้ามัดหมี่ย้อมกลบกลืนให้ลายมัดหมี่นั้นเลือนลางลง
6. พร่าเลือนด้วยการแทรกแซง (Interference)6.1 พร่าเลือนด้วยการแทรกแซง
โดยการสร้างภาพซ้อน ด้วยการทอลายมัดหมี่สองลายขึ้นไปแบบสลับกัน (ลำต่อลำ)
ทำให้ลายมัดหมี่ที่ได้เกิดความพร่าเลือน 6.2 พร่าเลือนด้วยการแทรกแซง
โดยการทอเส้นด้ายพุ่งด้วยเส้นใยอื่นคั่นแทรกไหมมัดหมี่ เช่น เส้นใยไผ่
หรือใช้เส้นไหมที่มีขนาดอื่นทอคั่นแทรกไหมมัดหมี่ 6.3 พร่าเลือนด้วยการแทรกแซง
โดยนำเส้นด้ายพุ่งสองสีคนละกระสวยทอคั่นแทรกเส้นด้ายพุ่ง
ที่มีการมัดหมี่
เงื่อนไขการใช้งาน
เหมาะสำหรับผู้ผลิตผ้าไหมมัดหมี่ทอมือ หรือผ้าทอพื้นบ้าน