ความรู้ / เทคโนโลยี
แนวคิดพื้นฐานของกระบวนการหมักนี้อาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลจากเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดโกโก้ไปเป็นกรดแลกติกและกรดแอซีติก โดยยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นแอลกอฮอล์ จากนั้นแบคทีเรียกรดแลกติกเปลี่ยนน้ำตาลฟรักโทสเป็นกรดแลกติก และแบคทีเรียกรดแอซีติกนำแอลกอฮอล์ไปสร้างเป็นกรดแอซีติก กรดทั้งสองชนิดซึมเข้าสู่เนื้อเมล็ดโกโก้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีซึ่งมีผลต่อคุณภาพของเมล็ดโกโก้และกลิ่นรสของช็อกโกแลต การเติมน้ำเหลือทิ้งจากการหมักซึ่งมีปริมาณน้ำตาลอยู่ ช่วยกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์และเพิ่มระดับกรด ส่งผลให้เมล็ดโกโก้แห้งมีคุณภาพสูงขึ้นและให้กลิ่นรสของช็อกโกแลตที่ดีขึ้น
ที่มา / จุดมุ่งหมาย / ความต้องการ
เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตเมล็ดโกโก้แห้งให้ได้คุณภาพตามมาตรฐาน แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้
จุดเด่น
เทคโนโลยีนี้ช่วยเพิ่มการผลิตกรดแลกติกขึ้นร้อยละ 25 และกรดแอซีติกขึ้นร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับการหมักแบบดั้งเดิม ส่งผลให้เมล็ดโกโก้แห้งมีคุณภาพสูงขึ้นทั้งด้านกลิ่นและรสชาติ โดยผลผลิตที่ได้ถูกจัดอยู่ในระดับ “ชั้นพิเศษ (Extra Class)” และ “ชั้นการหมักดี” ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2566 อีกทั้งกระบวนการยังไม่ยุ่งยาก ใช้ต้นทุนต่ำ จึงเหมาะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตโกโก้ไทย
รายละเอียดเพิ่มเติม
การหมักโกโก้ที่มีการเติมน้ำเหลือทิ้งจากการหมัก เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาจากงานวิจัยและนำไปใช้จริงในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ และพัทลุง เพื่อสร้าง เมล็ดโกโก้แห้งที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยอาศัยการนำน้ำเหลือทิ้งที่ยังมีน้ำตาลธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่เพื่อกระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ ผ่านกระบวนการหมักแบบป้อนอาหารเป็นช่วง ๆ (fed-batch fermentation) ส่งผลให้เกิดการสร้างกรดอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กลิ่น รส และคุณภาพของเมล็ดโกโก้ดีกว่าการหมักแบบดั้งเดิม จึงเป็นนวัตกรรมที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายทอดสู่ชุมชนและผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับรายได้ และเสริมความมั่นคงให้กับครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้
เงื่อนไขการใช้งาน
การหมักเมล็ดโกโก้ใช้ถังไม้ที่เจาะรูด้านล่างเพื่อระบายน้ำเหลือทิ้ง โดยเก็บน้ำในช่วงต้นไว้เติมกลับตามขั้นตอนที่ออกแบบ พร้อมกลับเมล็ดทุกวันจนกระบวนการหมักสมบูรณ์ เมื่ออุณหภูมิภายในถังอยู่ระหว่าง 42–42.5 °C และเมล็ดมีลักษณะสมบูรณ์ จึงสามารถนำไปทำแห้งได้ ทั้งนี้รูปแบบถังและวิธีการกลับเมล็ดสามารถปรับให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและบริบทของพื้นที่ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน
เนื่องจากการหมักโกโก้ทำให้เกิดกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลกติกและกรดแอซีติก หากการตากเมล็ดไม่เหมาะสมอาจทำให้เมล็ดมีรสเปรี้ยวเกินไป ดังนั้นการใช้ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบโรตารีจึงเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาได้ เปลือกเมล็ดจะไม่เหลือเยื่อปุยขาวติดอยู่ ทำให้เมล็ดมีผิวบาง กรดสามารถระเหยออกได้ง่าย ลดระยะเวลาการพักเมล็ดเพื่อคายกรดในขั้นตอนการทำช็อกโกแลต อีกทั้งเมล็ดที่ได้ยังมีลักษณะกลม สม่ำเสมอ และเหมาะสมต่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ