ความรู้ / เทคโนโลยี
การปรับปรุงทางชีวภาพ (Biological Treatment) เป็นกระบวนการที่ใช้จุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ หรือรา ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ไม่ต้องการ เปลี่ยนรูปเป็นสารที่ไม่เป็นพิษหรือมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น กระบวนการนี้เป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญของการจัดการทรัพยากรชีวภาพและของเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการบำบัดน้ำเสีย กลไกสำคัญของการปรับปรุงทางชีวภาพคือการใช้กระบวนการเมตาบอลิซึมของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของสารอินทรีย์ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ อาหารสัตว์พัฒนา หรือพลังงานชีวภาพ (Food and Agriculture Organization, 2021)
การประยุกต์ใช้ทางการด้านปศุสัตว์ เป็นเรื่องของการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของวัตถุดิบเกษตร เช่น การหมักข้าวโพดด้วยยีสต์ S. cerevisiae เพื่อเพิ่มโปรตีนและความสามารถในการย่อยได้ของอาหารสัตว์ เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้สูงขึ้น เมื่อนำไปใช้เลี้ยงสัตว์จะช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร ปริมาณการกินได้เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในสัตว์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตสัตว์เพิ่มขึ้น ให้เนื้อที่มีคุณภาพ ตลอดจนทำให้ต้นทุนการผลิตทางด้านอาหารสัตว์มีราคาถูกลง รวมทั้งยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ โดยนำวัตถุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ (Phakachoed et al., 2019; Phromnoi et al., 2021; Laorodphan et al., 2021; Phromnoi & Laorodphan, 2021)
กระบวนการปรับปรุงคุณภาพอาหารเป็นการเน้นการเพิ่มโปรตีนจากอาหารหยาบ รวมไปถึงการลดเยื่อใยหยาบ ซึ่งปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพโดยนำจุลินทรีย์โพรไบโอติกมาใช้ในปศุสัตว์ ซึ่งช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร เพิ่มการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร ลดการเกิดเชื้อก่อโรค และช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ ซึ่งส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโต การผลิต และสุขภาพโดยรวมดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะและลดปริมาณของเสียจากกระบวนการย่อยอาหาร จุลินทรีย์โพรไบโอติกมีทั้ง แบคทีเรีย รา และยีสต์ ซึ่งมีความสามารถที่แตกต่างกัน โพรไบโอติกในสัตว์ โพรไบโอติกสายพันธุ์ที่นิยมนำมาใช้ เช่น แบคทีเรียแลคติก ยีสต์ S. cerevisiae ซึ่งส่งผลต่อจำนวนจุลินทรีย์ในกระเพาะ และการเจริญเติบโตของสัตว์ (Weinberg et al., 2004; Chaucheyras-Durand et al., 2008; Mbarga et al., 2021)
จุดเด่น
เทคโนโลยีอาหารข้นโปรตีนสูงที่ใช้ข้าวโพดบดหมักยีสต์เปลี่ยนสถานะของฟาร์มจากผู้เลี้ยงสัตว์เป็น “ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายย่อย” ทำให้ชุมชนมีรูปแบบการจัดการใหม่ คือ เกิดเครือข่ายแบ่งปันวัตถุดิบและอาหารข้นระหว่างฟาร์ม เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนท้องถิ่น (Local Circular Economy) วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากน้ำตาล ถูกนำมาใช้เพิ่มคุณค่าและสร้างรายได้ใหม่ในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน คือ ชุมชนเริ่มพึ่งพาตนเองในระบบอาหารสัตว์และสร้างความร่วมมือแบบเครือข่ายยั่งยืน
รายละเอียดเพิ่มเติม
การพัฒนานวัตกรรมอาหารโปรตีนสูงจากทรัพยากรพื้นถิ่นที่มีอยู่เกือบตลอดทั้งปี โดยเลือกใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นำมาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพด้วยเทคโนโลยีการหมักยีสต์ เพื่อเพิ่มปริมาณโปรตีนในวัตถุดิบอาหารให้สูงขึ้น ทดแทนการใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีราคาสูง เทคโนโลยี Biological treatment ปรับปรุงคุณภาพผลพลอยได้ทางการเกษตรด้วยการหมักยีสต์ ใช้ยีสต์ขนมปัง (Baker’s Yeast; S. cerevisae) มีขั้นตอนดังนี้ (ดัดแปลงจาก [สิริวดี พรหมน้อย, 2560]) การเตรียมเชื้อ S. cerevisae (100 ลิตร) โดยชั่งยีสต์ 0.5 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 0.5 กิโลกรัม น้ำ 5 ลิตร ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเติมน้ำไปอีก 95 ลิตร ปุ๋ยยูเรีย 2 กิโลกรัม กากน้ำตาล 5 กิโลกรัมคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ปั้มออกซิเจนเป่าลมเพื่อเติมออกซิเจนและให้ยีสต์กระจายตัว เป็นเวลา 30 นาที นำวัตถุดิบอาหารสัตว์ (ข้าวโพดบดละเอียดซึ่งเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกอยู่ทั่วไปในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากเกษตรกรหาได้ง่ายและมีราคาไม่สูง) มาผสมกับหัวเชื้อ S. cerevisae ที่เตรียมไว้ในอัตราส่วนผลพลอยได้ต่อหัวเชื้อเท่ากับ 5 : 1 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่ถุง เมื่อดำเนินกระบวนการหมักเป็นเวลา 7 วัน และทำการตากแห้ง จากนั้นนำไปประกอบในสูตรอาหารข้นตามความเหมาะสมของเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่ต้องการ
เกิดรูปแบบเทคโนโลยีอาหารข้นใหม่ที่ชุมชนยอมรับ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม 2 รูปแบบ คือ อาหารข้นโปรตีนร้อยละ 18 ที่ใช้ข้าวโพดบดหมักยีสต์ และการอัดเม็ดอาหารเพื่อให้เหมาะกับพฤติกรรมฟันแทะของหนู นวัตกรรมนี้มีต้นทุนเพียง 15.11 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าอาหารสำเร็จรูป (28.33 บาทต่อกิโลกรัม)
การยกระดับประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและลดต้นทุนค่าอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงหนูพุกใหญ่ ปัญหาการเจริญเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรสามารถผลิตอาหารควบคุมคุณภาพได้เอง จากผลการทดลองพบว่าหนูพุกใหญ่ที่ได้รับอาหารสูตรข้าวโพดบดหมักยีสต์โปรตีนร้อยละ 18 มีน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ย 567.75 กรัม โดยมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันสูงสุดที่ 7.08 กรัมต่อวัน และมีต้นทุนค่าอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนักต่ำสุดอยู่ที่ 60.41 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งประหยัดกว่าสูตรสำเร็จรูปเดิมถึงร้อยละ 48.70 (117.86 บาทต่อกิโลกรัม) เป็นผลที่ยืนยันได้ว่านวัตกรรมนี้ทำให้หนูโตเร็วขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำกว่า
การเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐศาสตร์ของฟาร์ม ข้อมูลต้นทุน-รายได้แสดงให้เห็นว่า ฟาร์มมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงขึ้น สูตรข้าวโพดหมักยีสต์ช่วยลดต้นทุนรวมได้ถึงร้อยละ 39.35 (เทียบกับอาหารสำเร็จรูปที่ลดได้เพียงร้อยละ 10.65) ขณะเดียวกันรายได้ก็เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 57.72 ส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุนพุ่งสูงขึ้นเป็นร้อยละ 141.76 จากเดิมที่มีเพียงร้อยละ 54.11 ทำให้ชุมชนประจักษ์ถึงความคุ้มค่าของการนำนวัตกรรมไปปฏิบัติจริง มีการยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรสูตรอาหาร (เลขที่คำขอ 2503001495) สะท้อนการยกระดับปัญญาปฏิบัติของชุมชนอย่างแท้จริง