ดิจิทัล / ซอฟแวร์ รอตรวจสอบ

ระบบการเลี้ยงไหมเกษตรแม่นยำเพื่อผลิตเส้นใยคุณภาพสูง

ระบบการเลี้ยงไหมด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำที่สะดวกต่อการเลี้ยงไหมของเกษตรกรผู้เสี้ยงไหมในประเทศไทย เพื่อการทุ่นแรง การลดต้นทุน และการเพิ่มปริมาณการผลิตในภาคการเกษตรของไทย

17 เข้าชม
0 สนใจ
อัปเดตล่าสุด 30/11/-0001
ระบบการเลี้ยงไหมเกษตรแม่นยำเพื่อผลิตเส้นใยคุณภาพสูง
รายละเอียดนวัตกรรม
ความรู้ / เทคโนโลยี
เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำที่ควบคุมสภาพแวดล้อม และปัจจัยการเลี้ยงให้ที่เหมาะสม ส่งผลให้ไหมมีอัตราการรอดที่สูงกว่า 90% และให้เส้นใยไหมคุณภาพสูง
ที่มา / จุดมุ่งหมาย / ความต้องการ
เป็นโรงเรือนเลี้ยงไหมที่ภาคเอกชนสนับสนุนทุนในการพัฒนาระบบโรงเลี้ยงไหมโดยใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ โดยได้มีการสร้างเป็นแหล่งศึกษาดูงานให้เกษตรกรที่สนใจเข้าศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายต้องเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน แต่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มอัตราการรอดให้สูงขึ้น เปอร์เซ็นต์รังไหมสูงขึ้น และเกษตรกรทำงานง่าย สะดวก
จุดเด่น
(1) โรงเรือนที่ใช้พื้นที่น้อยเพียง 18 ตารางเมตร แต่สามารถเลี้ยงไหมได้ถึง 2 กล่อง
(2) ลดการใช้แรงงานคนเหลือเพียง 1 คนต่อ 1 รอบการเลี้ยง
(3) ไม่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากการเปิดแอร์เพื่อลดอุณภูมิ แต่ใช้ระบบน้ำใต้ดินทดแทน
(4) ลดอัตราการสูญเสียใบหม่อนจากการแห้งหรือเน่าเสียจากเดิมร้อยละ 30 เหลือเพียงร้อยละ 10
(5) เพิ่มอัตราการรอดของไหมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90 ส่งผลให้น้ำหนักต่อกล่องอยู่ที่ 60 กิโลกรัม
(6) เพิ่มเปอร์เซ็นต์รังไหมจากเฉลี่ย 20% เพิ่มเป็น 22% ทำให้ให้รายได้เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 20 บาท
(7) ลดต้นทุนการเลี้ยงไหมด้วยระบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องทำโรงเรือนระบบปิด ไม่ใช้แอร์ ไม่ใช้เครื่องกำเนิดความชื้น
(8) ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นปูนขาวในการเลี้ยง
(9) เกษตรกรสามารถใช้ได้ทุกระดับไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี
รายละเอียดเพิ่มเติม

ISILK
เป็นนวัตกรรมกระบวนการเลี้ยงไหมที่ใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ
โดยการใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมการออกแบบกระบวนการผลิตที่ออกแบบโรงเรือนเลี้ยงไหมให้สามารถระบายอากาศ
ควบคุมความชื้น
และปรับอุณหภูมิในโรงเลี้ยงใหม่ให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของไหมตลอดเวลาที่อุณหภูมิ
27 – 32 องศาเซลเซียส
ด้วยระบบการให้ไอเย็นจากระบบคลูลิ่งแพด (cooling pad)
ควบคู่กลับพัดลมดูดอากาศ
เพื่อให้อุณหภูมิภายในโรงเลี้ยงเหมาะสมและไม่มีความชื้นที่เป็นไอเย็นในโรงเลี้ยง การออกแบบชั้นเลี้ยงที่สามารถขัดแยกหนอนไหมและมูลไหมได้อัตโนมัติ
ซึ่งกระบวนการควบคุมระบบการเลี้ยงไหมนี้ทีมผู้วิจัยได้นำเทคโนโลยีเซ็นเซอร์
ระบบสารสนเทศและดิจิทัล มาใช้เพื่อการตรวจวัดปัจจัยในโรงเลี้ยง ได้แก่ อุณหภูมิ
ความชื้น และแก๊สแอมโมเนีย
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลของบริษัทผู้ร่วมลงทุนในโครงการ
และระบบจะสั่งการให้การปรับสภาวะในโรงเลี้ยงได้เอง ในระบบของนวัตกรรม ISILK
จะไม่มีการใช้แอร์และการพ่นฝอยละอองน้ำ
เพราะน้ำจะทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคและแก๊สพิษจากการย่อยมูลไหม
ส่งผลให้ไหมเป็นโรคและตายในที่สุด เกษตรกรที่ใช้ระบบ ISILK ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี
ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าดูระบบหรือมาปรับแก้ไขปัจจัยต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมี
smart phone เพื่อใช้งานควบคู่กับระบบ 

เงื่อนไขการใช้งาน
ไม่มี
ปัญหาและประโยชน์ (Pain & Gain)
ปัญหา (Pain Points)
  • อัตราการรอดของไหมต่ำ สำคัญ
    การเลี้ยงในปัจจุบันมีอัตราการรอดที่ต่ำแค่ร้อยละ 60
  • เปอร์เซ็นรังไหมต่ำ สำคัญ
    เปอร์เซ็นต์รังไหมต่ำแค่ 16-20% ส่งผลต่อราคาที่เกษตรกรนำไปขาย
ประโยชน์ (Gain Points)
  • โรงเลี้ยงไหมที่มีคุณภาพ สูง
    อัตราการรอดที่มากขึ้น และให้เปอร์เซ็นต์รังไหมที่สูงขึ้น
  • ระบบที่ทำงานง่าย สะดวก สูง
    จำนวนแรงงานลดลง เนื่องจากใช้ระบบในการตรวจสอบ
กลุ่มเป้าหมาย
รายละเอียดกลุ่มเป้าหมาย
ภาคเอกชน/การผลิต
บริษัท ไบโอ ออร์แกนิก แฟมิลี่ จำกัด
ภาคประชาชน/สังคม
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม
ภาครัฐ
กรมหม่อนไหม
ประวัติการได้รับทุนสนับสนุน
ปีงบฯ ชื่อแหล่งทุน ประเภท
2566 การพัฒนาระบบเลี้ยงไหมด้วยนวัตกรรม วิจัย
พิกัดแผนที่
กำลังโหลดแผนที่...
พิกัด: 16.452685,101.151172
ผลลัพธ์และผลกระทบเชิงประจักษ์
ROI (Economic)
ตัวชี้วัด:
ปริมาณ:
SROI (Social)
ตัวชี้วัด:
ปริมาณ:
ผลลัพธ์ (Outcomes)
  • อัตราการรอดของไหมเฉลี่ย 90.00 เปอร์เซ็นต์
  • คุณภาพรังไหม 22.00 เปอร์เซ็นต์
  • ใช้แรงงานน้อยลง 1.00 คน
ผลกระทบ (Impacts)
  • รายได้ต่อรอบการเลี้ยงเพิ่มขึ้น 5000.00 บาท
  • สุขภาพเกษตรกรผู้เลี้ยงดีขึ้น เนื่องจากไม่ต้องทำงานหนัก
  • ช่วยลดปัญหาโลกร้อน ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์เนื่งจากไหมต้องกินใบหม่อนที่ไม่ปนเปื้อนสารเคมี