ความรู้ / เทคโนโลยี
เครื่องกวนปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแบบอัตโนมัติ (Automated Fermenter) เป็นนวัตกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้การหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดระยะเวลา และแรงงานในการหมัก โดยทำการปรับปรุงกระบวนการหมักแบบดั้งเดิมให้มีการลดระยะเวลาในการหมัก และลดแรงงานที่จะต้องคน (กวน) จากการศึกษาปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหาร ได้แก่ เศษผัก เศษเปลือกกุ้ง และเศษอาหารทะเล จากร้านหมูกระทะ กากน้ำตาล และสารเร่ง พด. 2 ที่มีปริมาณเท่ากันและเหมือนกันทุกประการ เปรียบเทียบวิธีการหมักปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ โดยใช้ถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติที่ตั้งเวลาในการกวนปุ๋ยครั้งละ 5 นาที จำนวน 2 ครั้ง/วัน เปรียบเทียบกับวิธีการหมักในถังหมักตามวิธีของเกษตรกร (Control) ที่กวนปุ๋ยในถังหมัก 3 – 7 วัน/ครั้ง ในขณะที่กรมพัฒนาที่ดินแนะนำให้กวนหรือคนปุ๋ยในถังหมักวันละ 1 ครั้ง จากการทดลองใช้ระยะเวลาในการหมักจำนวน 21 วัน จากการทดลอง พบว่า ค่า pH ของปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพฯ จากถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.54 และในถังหมักตามวิธีเกษตรกรที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.44 ค่าการนำไฟฟ้า (Electric Conductivity ; EC) พบว่า ค่า EC ของปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพฯ จากถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติ มีค่าการนำไฟฟ้าเฉลี่ยเท่ากับ 7.42 ds / m มากกว่าปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพฯ ในถังหมักตามวิธีเกษตรกรที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.84 ds / m ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์ไปเป็นสารอนินทรีย์ที่เกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ธาตุอาหารพืชที่อยู่ในเนื้อวัสดุละลายออกมาได้มากกว่าการหมักตามวิธีของเกษตรกร อย่างไรก็ตามค่าการนำไฟฟ้าที่เหมาะสมในการนำไปใช้กับพืชควรทำการเจือจางให้มีค่าการนำไฟฟ้าที่เหมาะก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้กับพืชได้ และควรจะอยู่ต่ำกว่า 4 ds / m (กรมวิชาการเกษตร, 2548) พืชจึงไม่แสดงอาการผิดปกติหลังทำการฉีดพ่น ปริมาณธาตุอาหารหลัก N P K หลักจากการหมักจำนวน 21 วัน พบว่า ปริมาณธาตุไนโตรเจน ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุโพแทสเซียม ของปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพฯ จากถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ Total N 0.155+0.025 %, Total P 0.029+0.007 % และ Total K 0.121+0.04 % ตามลำดับ มีแนวโน้มของปริมาณธาตุอาหารหลัก NPK ที่ละลายออกมาเป็นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูงกว่าปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากถังหมักตามวิธีเกษตรกรที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ Total N 0.105+0.009 %, Total P 0.018+0.005 % และ Total K 0.105+ 0.03 % ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าการใช้ “เครื่องกวนปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแบบอัตโนมัติ" หรือ "ถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติ" มีแนวโน้มเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบไร้อากาศ ที่สามารถหมักเศษเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อผลิตเป็นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา / จุดมุ่งหมาย / ความต้องการ
ใช้ผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น เศษอาหาร เศษผัก เศษผลไม้ เเละเศษจากการแปรรูปสัตว์
จุดเด่น
"ถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติ" มีจุดเด่นและความได้เปรียบที่สำคัญหลายประการ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพตามวิธีของเกษตรกร ดังนี้
1. จุดเด่นด้านประสิทธิภาพของเทคโนโลยี การใช้เครื่องกวนปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพระบบอัตโนมัติ หรือถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติ (Automatic Fermenter) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของการหมักแบบดั้งเดิม ดังนี้
1.1. ลดเวลาและแรงงาน ระบบอัตโนมัติช่วยให้กระบวนการการหมักปุ๋ยมีประสิทธิภาพกว่าการหมักแบบดั้งเดิมที่ใช้ระยะเวลา 1–3 เดือน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเร่งให้กระบวนการหมักเสร็จสมบูรณ์ได้เร็วขึ้น
1.2. ควบคุมและเพิ่มความสม่ำเสมอของกิจกรรมจุลินทรีย์ภายในถังหมักให้มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายมากยิ่งขึ้น
1.3. สามารถกำหนดความถี่และระยะเวลาในการกวน เพื่อให้กิจกรรมของจุลินทรีย์ย่อยสลายได้อย่างทั่วถึง
1.4. เพิ่มการละลายของธาตุอาหาร และย่อยสลายได้ดีกว่าการหมักตามวิธีเกษตรกร
1.5. สามารถควบคุมผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ชุดตั้งเวลาอัตโนมัติ สามารถควบคุม และแจ้งเตือน ผ่านระบบผ่าน Smart Phone
1.6. ต้นทุนต่ำและขยายผลได้ เป็นนวัตกรรมที่มีแนวคิดในการพัฒนาให้มี ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่มีประสิทธิภาพสูงในการผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ
2. จุดเด่นด้านประสิทธิภาพของปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้น มีความโดดเด่นในด้านองค์ประกอบทางเคมีและธาตุอาหารพืชที่สูง ดังนี้
2.1. มีปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชมาก ที่สามารถเป็นทางเลือกในการทดแทนปุ๋ยเคมี
2.2. มีฮอร์โมนพืชและเอนไซม์ ประกอบด้วยฮอร์โมนพืชสำคัญ รวมถึงเอนไซม์ที่จำเป็น ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้วัสดุในการหมัก
2.3. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช การใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเป็นแนวทางที่ยั่งยืนในการบำรุงพืชให้แข็งแรง
2.4. ฟื้นฟูและปรับปรุงดิน ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพช่วยฟื้นฟูดิน ทำให้ดินมีจุลินทรีย์ที่ดี ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย และมีความพรุน
3. จุดเด่นด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
3.1. สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากเศษเหลือทิ้งทางการเกษตร
3.2. ลดต้นทุนการผลิต การใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพช่วย ลดต้นทุนการผลิตด้านปุ๋ยและสารเคมี ของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืนและมีนัยสำคัญ
3.3. เป็นแนวทางในการส่งเสริมการเกษตรยั่งยืน เป็นทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกรในการลดการใช้สารเคมีในการปลูกพืชและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์และการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน
3.4. ผลผลิตเทียบเท่าปุ๋ยเคมี (ตามสมมติฐาน) คาดว่าเมื่อนำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตโดยถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติมาทดสอบกับพืชแล้ว พืชจะมีการตอบสนอง ใกล้เคียงกับการใช้ปุ๋ยเคมี และดีกว่าการใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่หมักตามวิธีของเกษตรกร
รายละเอียดเพิ่มเติม
เครื่องกวนปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแบบอัตโนมัติ
(Automated
Fermenter) เป็นนวัตกรรมหลักที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้การหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ลดระยะเวลา และแรงงานในการหมัก โดยทำการปรับปรุงกระบวนการหมักแบบดั้งเดิมให้มีการลดระยะเวลาในการหมัก
และลดแรงงานที่จะต้องคน (กวน) ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพในทุกๆวัน
ตามคำแนะนำของกรมพัฒนาที่ดิน ในเรื่องของการผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ โดยมีลักษณะทางเทคนิคและส่วนประกอบ
ได้แก่ 1) ระบบควบคุมอัตโนมัติ เป็นเครื่องกวนปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพแบบอัตโนมัติ
หรือ แบบควบคุมผ่าน Smart Phone, 2) ระบบการทำงาน ใช้กระแสไฟฟ้า
220 โวลต์ ที่ควบคุมเวลาการกวนปุ๋ยผ่านชุดตั้งเวลาอัตโนมัติ เพื่อควบคุมการทำงานของมอเตอร์เกียร์
(Motor Gear) ขนาด 12 โวลต์ หรือ ขนาด 24 โวลต์ (ปลอดภัยในการปฏิบัติงาน)
ที่ส่งกำลังไปสู่ใบกวนภายในถังหมักทำให้สามารถตั้งเวลา
หรือควบคุมการกวนปุ๋ยตามที่ต้องการได้, 3) ลักษณะของถังหมักมีความแข็งแรง
ทนต่อการกัดกร่อนจากสารละลาย และไม่ทำให้เกิดประจุของธาตุโลหะที่เป็นพิษต่อพืชละลายออกมาผสมกับปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพได้
นอกจากนี้ยังต้องสามารถควบคุมกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แมลงพาหะนำโรค รวมไปถึงป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการได้ดีในขณะทำการหมัก,
4) มีระบบการกรองปุ๋ยน้ำออกจากเศษวัสดุที่ใช้ในการหมักเพื่อให้สะดวกต่อการนำไปใช้งานและลดเศษวัสดุอุดตันในหัวฉีดพ่นในขณะนำไปฉีดพ่น
เทคโนโลยีดังกล่าวมีเป้าหมายในการพัฒนา
และส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อย หรือกลุ่มเกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากวัสดุเหลือทิ้งที่มีอยู่ในท้องถิ่น
เพื่อใช้เป็นปัจจัยในการผลิตทดแทนปัจจัยการผลิตจากภายนอก
โดยนวัตกรรมดังกล่าวไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน
เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม เพื่อลดระยะเวลา และแรงงานในการผลิต
รวมไปถึงเพิ่มคุณภาพของปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่ดีกว่าวิธีการแบบเดิมโดยที่เกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง
เงื่อนไขการใช้งาน
นวัตกรรมพร้อมใช้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมนี้คือ "เครื่องกวนปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติ" หรือ "ถังหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพแบบอัตโนมัติ" มี 2 รุ่น 2 ขนาด ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมในการใช้งาน โดยราคาต้นทุนค่าอุปกรณ์ประกอบไปด้วย กล่องควบคุม โครงเหล็กเคลือบกันสนิม มอเตอร์รอบต่ำแรงบิดสูง ใบกวนแสตนแลส ถังพลาสติก แท่นวางถัง โดยมีราคาดังตารางต่อไปนี้
ราคา/ต้นทุนการผลิตนวัตกรรมพร้อมใช้/เทคโนโลยีที่เหมาะสม รุ่นอัตโนมัติ (Timmer) ขนาด 100 ลิตร ราคา 4,500 บาท/ชุด และขนาด 200 ลิตร ราคา 6,000 บาท/ชุด และ รุ่น Smart WIFI ขนาด 100 ลิตร ราคา 6,500 บาท/ชุด และขนาด 200 ลิตร ราคา 8,000 บาท/ชุด
ราคาขายนวัตกรรมพร้อมใช้/เทคโนโลยีที่เหมาะสม ราคาขายนวัตกรรมพร้อมใช้/เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยมีราคาขายบวกค่าดำเนินการเพิ่มร้อยละ 30 ดังราคาต่อไปนี้ รุ่นอัตโนมัติ (Timmer) ขนาด 100 ลิตร ราคา 5,850 บาท/ชุด และขนาด 200 ลิตร ราคา 7,800 บาท/ชุด และ รุ่น Smart WIFI ขนาด 100 ลิตร ราคา 8,450 บาท/ชุด และขนาด 200 ลิตร ราคา 10,400 บาท/ชุด
เงื่อนไขการใช้งาน
1. สามารถใช้คนวัสดุปุ๋ยน้ำหมักชีภาพ และน้ำสกัดชีวภาพ ได้ทุกชนิด
2. ใช้ได้กับถังขนาด 100 - 200 ลิตร แบบมีฝาปิดและเข็มขัดรัดเท่านั้น
3. วัสดุที่ใช้ในการหมักต้องมีชิ้นส่วนขนาดเล็ก ขนาดของวัสดุใหญ่ไม่เกิน 5X5 เซนติเมตร
4. ปริมาณวัสดุที่ใช้ในการหมักควรมีปริมาตร 1-2 ใน 4 ส่วนของปริมาตรถัง
5. ในแต่ละครั้งควรตั้งเวลาเปิด ไม่เกิน 5 – 7 นาที ก็เพียงพอต่อการใช้งาน
6. รุ่นอัตโนมัติ (Timmer) สามารถตั้งเวลาการทำงาน 16 โปรแกรม ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ใน 1 วัน และ 7 วัน ใน 1 สัปดาห์
7. รุ่น Smart WIFI เครื่องที่ติดตั้งโมดูลสั่งการด้วย Smart Phone จะต้องมี WIFI รองรับตลอด 24 ชั่วโมง