หัตถกรรม/งานสร้างสรรค์/การออกแบบ/แฟชั่น รอตรวจสอบ

กระบวนการสกัดสารแทนนินด้วยความร้อนสูงร่วมกับการควบคุมค่า pH

กระบวนการสกัดสารแทนนินเพื่อให้ได้สีย้อมผ้าจากธรรมชาติที่มีความเข้มข้นสูง สีสม่ำเสมอ

3 เข้าชม
0 สนใจ
อัปเดตล่าสุด 30/11/-0001
กระบวนการสกัดสารแทนนินด้วยความร้อนสูงร่วมกับการควบคุมค่า pH
รายละเอียดนวัตกรรม
ความรู้ / เทคโนโลยี
เทคโนโลยีนี้พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานองค์ความรู้ด้านเคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์สิ่งทอ และเทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญจากพืช โดยใช้หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายเทมวลและการละลายสารแทนนินภายใต้สภาวะอุณหภูมิสูงร่วมกับการควบคุมค่า pH ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถสกัดสารออกฤทธิ์ที่มีบทบาทในการให้สีและการยึดติดเส้นใยออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระบวนการประกอบด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ การสกัดด้วยความร้อนสูงภายใต้สภาวะที่ควบคุมค่า pH การกรองและปรับคุณภาพสารสกัด รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติของสีย้อมที่ได้ก่อนนำไปใช้งานจริงในกระบวนการย้อมผ้า โดยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถผลิตสีย้อมธรรมชาติในรูปของสารละลายเข้มข้นที่มีความสม่ำเสมอและพร้อมใช้งานมากกว่าวิธีการต้มสกัดแบบดั้งเดิม

ผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้ได้สีย้อมธรรมชาติที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีความเสถียรของสีดีขึ้น สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตได้ง่าย และรองรับการผลิตในระดับกลุ่มอาชีพหรือวิสาหกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องแต่งกายอัตลักษณ์ยะรังวิถีสู่ตลาดมูลค่าสูงในอนาคต
จุดเด่น
จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมนี้คือ สามารถเพิ่มความเข้มข้นของสารสี ลดระยะเวลาในการสกัด ลดการใช้วัตถุดิบต่อหน่วยการผลิต และเพิ่มความคงตัวของสีย้อมธรรมชาติ ส่งผลให้สีที่ได้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น ลดปัญหาความคลาดเคลื่อนของเฉดสีระหว่างรอบการผลิต นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความคงทนของสีต่อการซักล้างและแสงแดด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการผ้าบาติกและสิ่งทอสีธรรมชาติในพื้นที่

อีกทั้งเทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบพืชท้องถิ่นได้หลากหลายชนิด เช่น เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ หรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีสารแทนนินเป็นองค์ประกอบ ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาสีเคมี และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy)
รายละเอียดเพิ่มเติม

เป็นเทคโนโลยีกระบวนการสกัดสารแทนนินด้วยความร้อนสูงร่วมกับการควบคุมค่า pH ที่จะช่วยให้ได้สีสกัดธรรมชาติที่มีความเข้ม สีสม่ำเสมอ และคุณภาพคงที่มากขึ้น ส่งผลให้ผ้าบาติกและเครื่องแต่งกายที่ผลิตได้มีความคงทนและมีมูลค่าสูงขึ้น สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าเดิม และเพิ่มปริมาณสินค้าที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพตลาด ทำให้รายได้ของครัวเรือนผู้ผลิตเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เงื่อนไขการใช้งาน
1. ผู้ใช้งานต้องมีวัตถุดิบธรรมชาติที่มีสารแทนนินหรือสารสีเป็นองค์ประกอบ เช่น เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ หรือพืชสีย้อมในท้องถิ่น
2. ต้องมีอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการสกัด เช่น ถังต้มหรือหม้อต้ม เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดค่า pH ภาชนะกรอง และอุปกรณ์จัดเก็บสารสกัด
3. ผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการอบรมหรือได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิ ระยะเวลา และค่า pH ที่เหมาะสมในการสกัด
4. ควรดำเนินการผลิตในพื้นที่ที่สะอาด มีแหล่งน้ำเพียงพอ และสามารถควบคุมกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
5. เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติก กลุ่มสีย้อมธรรมชาติ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการสิ่งทอที่ต้องการพัฒนาคุณภาพสีย้อมให้มีความสม่ำเสมอและผลิตซ้ำได้
ปัญหาและประโยชน์ (Pain & Gain)
ปัญหา (Pain Points)
  • สีไม่คงทน, สีไม่สม่ำเสมอ, ผลิตซ้ำยาก, ใช้เวลาสกัดนาน สำคัญ
    -
ประโยชน์ (Gain Points)
  • สีเข้มขึ้น คงทนขึ้น ควบคุมเฉดสีได้ ผลิตซ้ำได้ และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สูง
    -
กลุ่มเป้าหมาย
รายละเอียดกลุ่มเป้าหมาย
ภาคประชาชน/สังคม
กลุ่มเครือนเรือนวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผ้าบาติกจากสีย้อมธรรมชาติ
ประวัติการได้รับทุนสนับสนุน
ปีงบฯ ชื่อแหล่งทุน ประเภท
พิกัดแผนที่
กำลังโหลดแผนที่...
พิกัด:
ผลลัพธ์และผลกระทบเชิงประจักษ์
ROI (Economic)
ตัวชี้วัด: อัตรากำไรสุทธิ
ปริมาณ: บาท
SROI (Social)
ตัวชี้วัด: มูลค่าการสร้างนวัตกรชุมชน
ปริมาณ: คน
ผลลัพธ์ (Outcomes)
  • สูตรสีย้อมธรรมชาติคุณภาพสูงที่ผ่านการพัฒนา 1.00 สูตร
  • ผลิตภัณฑ์สีย้อมธรรมชาติพร้อมใช้ (Ready-to-Use Natural Dye) 1.00 ผลิตภัณฑ์
  • กลุ่มผู้ประกอบการที่สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้ 10.00 กลุ่ม
ผลกระทบ (Impacts)
  • ครัวเรือนที่มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีสีย้อมธรรมชาติ 85.00 ครัวเรือน
  • รายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5000.00 บาท/ครัวเรือน/เดือน
  • กลุ่มผู้ประกอบการที่สามารถผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มจากสีย้อมธรรมชาติได้ 10.00 กลุ่ม
  • นวัตกรชุมชนที่สามารถรับ–ปรับ–ใช้–ถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ 43.00 คน