ความรู้ / เทคโนโลยี
**หน้าที่หลักของ IoT** เป็นเทคโนโลยีเซนเซอร์อัจฉริยะที่ทำหน้าที่เป็น "ดวงตา" ให้กับเกษตรกร ช่วยเปลี่ยนการเดาสภาพดินแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นข้อมูลที่มองเห็นได้และแม่นยำแบบ Real-time
การวิเคราะห์ 3 ระบบหลัก
1. วัดความชื้นและสภาพแวดล้อมตรวจสอบดิน อุณหภูมิ และแสง เพื่อการให้น้ำที่พอดี
2. วิเคราะห์ธาตุอาหารในดินตรวจวัดค่า N-P-K และกรด-ด่าง (pH) เพื่อการใส่ปุ๋ยที่ตรงตามช่วงเวลาและตรงความต้องการของพืช
3.วิเคราะห์น้ำเค็มและคาร์บอน ตรวจวัดค่าความเค็ม (EC) และปริมาณคาร์บอนสะสมในดิน เพื่อวางแผนล้างดินเค็มและเติมถ่านชีวภาพ (Biochar) ได้อย่างแม่นยำ
**ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ**: ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ **ลดต้นทุนการผลิตลงได้ 50%** และ **เพิ่มผลผลิตได้ประมาณ 20%** ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับรายได้เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างยั่งยืน
ที่มา / จุดมุ่งหมาย / ความต้องการ
ระบบ iot สำหรับบริหารจัดการน้ำในแปลงปลูกกล้วยหอมทอง
จุดเด่น
จุดเด่นของระบบ IoT (Internet of Things) คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะเข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สิ่งของต่างๆ สื่อสารและทำงานร่วมกันได้แบบอัตโนมัติ โดยมนุษย์ไม่ต้องควบคุมตลอดเวลา ช่วยให้ชีวิตประจำวันและการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีที่นำมาใช้อยู่ในระดับ TRL 5 ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ที่ผ่านการพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลองขนาดเล็กมา “ขยายผล” (Scaling up) ในสภาพแวดล้อมจริงเพื่อพิสูจน์ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์และ สังคมสอดคล้องกับกรอบการวิจัยของ บพท. ที่เน้นการนำ “เทคโนโลยีพร้อมใช้ (Appropriate Technology)”มาแก้ปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่ (หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ [บพท.] , 2568;
มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ, 2568) โดยมีอนุสิทธิบัตร เลขที่คำขอ 2403001660 ชื่อ “นวัตกรรม IoT วิเคราะห์ความชื้นในดินสำหรับเกษตรพืชสวน” มีความพร้อมใช้ระดับ TRL : 5 อนุสิทธิบัตร เลขที่คำขอ 2603000223 ชื่อ : “เทคโนโลยี IoT วิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน เพื่อใส่ปุ๋ยตามช่วงเวลาแบบ real time” มีความพร้อมใช้ระดับ TRL : 5 ซึ่งเป็นการปรับใช้และต่อยอดจากเทคโนโลยีมีมีอยู่
รายละเอียดเพิ่มเติม
การวิเคราะห์ธาตุอาหารในดินก่อนใส่ปุ๋ยเพื่อให้เกิดความแม่นยำที่สุด
ซึ่งจะต้องอาศัยนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วย โดยมีขั้นตอนและกระบวนนการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์จากค่าของเซ็นเซอร์วัวัดค่า
N-P-K, pH, EC ในดินแล้วนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมติดตั้งเงื่อนไขไว้ในระบบให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่วางไว้ตามเงื่อนไขโปรแกรม ด้วยระบบการทำงานอัตโนมัติ(Auto) แล้วยังสามารถควบคุมการทำงานของระบบนี้ด้วยตนเอง(Manual) ได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย Application บน Smart Phone ไปสั่งการเปิด-ปิดระบบปุ๋ยไปกับระบบน้ำ
ซึ่งจะได้สิ่งประดิษฐ์มีองค์ประกอบและการทำงาน ได้แก่ เซ็นเซอร์ N-P-K,
pH, EC ร่วมกับเทคโนโลยีสื่อสาร Internet Of Things (IoT) ในการส่งข้อมูลสื่อสารออนไลน์ได้ทุกที่ผ่าน Application รายงานธาตุอาหารในดินเพื่อใส่ปุ๋ยตามช่วงเวลาเติบโตของพืช
เงื่อนไขการใช้งาน
ก่อนใช้ APP TECH ทุนเดิม พื้นที่ 1 ไร่ ได้ 28,560 ลูก/ไร่ รายได้ 85,680 บาท (ขาย 3 บาท/ลูก)
ต้นทุน 70,000 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 15,680 บาท/ไร่
หลังใช้ APP TECH ผลผลิตเพิ่ม 1,008 ลูก/ไร่ หรือ สุทธิ 3,024 บาท (28,560 + 1,008 = 29,568
ลูก/ไร่ หรือ 88,704 บาท) และ ต้นทุนลดลง 50 % (70,000 – 35,000) =35,000 บาท
สรุป การคิดรายได้สุทธิ คือ หลังใช้ Tech1 น้ำไปเพิ่มผลผลิต 3,024 + Tech2 ปุ๋ยไปลดต้นทุน
35,000 + Tech3 ลดความเสียหายจากน้ำเค็มและคาร์บอนในดิน 1,512 = 39,536 บาท – รายได้ก่อนใช้
15,680 = รายได้สุทธิ 23,856 บาท/ไร่
ดังนั้น หลังใช้งาน App Tech จะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 23,856 บาท/ไร่ หากเกษตรกรปลูก 2.51 ไร่
จะได้เงินตามเกณฑ์ 60,000 บาท/ปี แต่ วิจัยครั้งนี้ได้บริหารความเสี่ยง จึงตั้งเกณฑ์คัดเข้าขั้นต่ำปลูก 4 ไร่
x 23,856 บาท/ไร่ จะได้เงินสุทธิ 95,424บาท/ปี