เกษตรกรรม (พืช) รอตรวจสอบ

เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์–ชีวภาพจากขนไก่และวัสดุเหลือใช้

นวัตกรรมหมักเศษวัสดุเหลือทิ้งในท้องถิ่นตามแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) โดยนำ "ขนไก่" จากฟาร์มปศุสัตว์ซึ่งมีโปรตีนเคราตินและธาตุไนโตรเจนสูงถึง 13.40% มาผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง ผสมคลุกเคล้ากับทะลายปาล์มสับและมูลสัตว์ เพื่อปรับโครงสร้างดินเหนียวปนทรายหรือนาร้างให้ร่วนซุยและมีอินทรียวัตถุสูง (OM ≈ 47.03%) ก่อนนำเข้าสู่เทคโนโลยีการอัดเม็ด (Pelleting Technology) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและช่วยให้ปุ๋ยค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหาร (Slow Release) ได้ยาวนาน

25 เข้าชม
0 สนใจ
อัปเดตล่าสุด 30/11/-0001
เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์–ชีวภาพจากขนไก่และวัสดุเหลือใช้
รายละเอียดนวัตกรรม
ความรู้ / เทคโนโลยี
ลักษณะและกลไกทางเทคโนโลยี:
นวัตกรรมเชิงแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) เพื่อเปลี่ยนของเสียสะสมจากฟาร์มปศุสัตว์ในท้องถิ่นให้กลายเป็นวัตถุมีมูลค่า (Waste to Wealth) อ้างอิงรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ สวก. รหัส POP605020080 เทคโนโลยีนี้เน้นการจัดการวัตถุดิบและธาตุอาหารโดยนำ "ขนไก่" ที่มีโครงสร้างโปรตีนเคราติน (Keratin) หนาแน่นและมีธาตุไนโตรเจนสูงถึง 13.40% มาผ่านกระบวนการหมักย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง
ผสมเข้ากับทะลายปาล์มเปล่าสับและมูลสัตว์เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ (Organic Matter: OM ≈ 47.03%) และควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH ≈ 6.26 - 8.26) ให้สอดรับและเหมาะสมต่อโครงสร้างดินเหนียวปนทรายหรือดินเสื่อมโทรมในพื้นที่ จากนั้นส่งเข้าสู่เทคโนโลยีการอัดเม็ด (Pelleting Technology) ผ่านเครื่องจักรกลต้นแบบเพื่อขึ้นรูปเป็นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์เคราติน
ที่มา / จุดมุ่งหมาย / ความต้องการ
เป็นการประยุกต์ใช้ แนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งในท้องถิ่น (Waste to Wealth) โดยมีรายละเอียดสำคัญคือการจัดการวัตถุดิบและธาตุอาหาร: นำ "ขนไก่" ซึ่งมีโปรตีนเคราตินสูงมาผ่านกระบวนการย่อยสลายเพื่อเป็นแหล่งไนโตรเจน (N) ธรรมชาติ ผสมกับ "ทะลายปาล์มเปล่า" และ "มูลสัตว์" เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้วยหอมทอง โดยกระบวนการผลิตและนวัตกรรม ดังนี้ 1) การหมักด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง เพื่อย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ให้กลายเป็นสารอาหารที่พืชดูดซึมได้ง่าย 2) เทคโนโลยีการอัดเม็ด (Pelleting Technology) ช่วยให้ปุ๋ยค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหาร (Slow Release) สะดวกต่อการใช้งาน ลดการสูญเสียหน้าดิน และช่วยในการเก็บรักษาได้นานขึ้นประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกรในจังหวัดยะลา ส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองที่ปลอดภัยตามมาตรฐานตลาดสมัยใหม่ (Modern Trade) และเป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านโมเดลเศรษฐกิจฐานราก
จุดเด่น
คุณสมบัติปลดปล่อยธาตุอาหารช้า (Slow-release Property): เม็ดปุ๋ยจะค่อยๆ ละลายและปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียหน้าดินจากกระแสน้ำฝนชะล้าง และสามารถจัดเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่จับตัวเป็นก้อน
การบีบอัดต้นทุนปุ๋ยภาคสนาม (Cost Minimization): ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรจากการพึ่งพาปุ๋ยเคมีราคาแพง (ต้นทุนเดิม 5,000–6,000 บาท/ไร่) ให้หันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพโครงการที่มีต้นทุนลดลงเหลือเพียง 3,500 บาทต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนในภาพรวมลงทันทีร้อยละ 30–40 ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรสุทธิขยับสูงขึ้น
รายละเอียดเพิ่มเติม
เทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์–ชีวภาพจากขนไก่และวัสดุเหลือใช้ (Technology Readiness Level: TRL 6)

ลักษณะและกลไกทางเทคโนโลยี: นวัตกรรมเชิงแนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) เพื่อเปลี่ยนของเสียสะสมจากฟาร์มปศุสัตว์ในท้องถิ่นให้กลายเป็นวัตถุมีมูลค่า (Waste to Wealth) อ้างอิงรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ สวก. รหัส POP605020080 เทคโนโลยีนี้เน้นการจัดการวัตถุดิบและธาตุอาหารโดยนำ "ขนไก่" ที่มีโครงสร้างโปรตีนเคราติน (Keratin) หนาแน่นและมีธาตุไนโตรเจนสูงถึง 13.40% มาผ่านกระบวนการหมักย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง

ผสมเข้ากับทะลายปาล์มเปล่าสับและมูลสัตว์เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ (Organic Matter: OM ≈ 47.03%) และควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH ≈ 6.26 - 8.26) ให้สอดรับและเหมาะสมต่อโครงสร้างดินเหนียวปนทรายหรือดินเสื่อมโทรมในพื้นที่ จากนั้นส่งเข้าสู่เทคโนโลยีการอัดเม็ด (Pelleting Technology) ผ่านเครื่องจักรกลต้นแบบเพื่อขึ้นรูปเป็นเม็ดปุ๋ยอินทรีย์เคราติน

ลักษณะเด่นและคุณประโยชน์ภาคสนาม:

คุณสมบัติปลดปล่อยธาตุอาหารช้า (Slow-release Property): เม็ดปุ๋ยจะค่อยๆ ละลายและปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียหน้าดินจากกระแสน้ำฝนชะล้าง และสามารถจัดเก็บรักษาไว้ได้นานโดยไม่จับตัวเป็นก้อน

การบีบอัดต้นทุนปุ๋ยภาคสนาม (Cost Minimization): ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรจากการพึ่งพาปุ๋ยเคมีราคาแพง (ต้นทุนเดิม 5,000–6,000 บาท/ไร่) ให้หันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพโครงการที่มีต้นทุนลดลงเหลือเพียง 3,500 บาทต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนในภาพรวมลงทันทีร้อยละ 30–40 ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรสุทธิขยับสูงขึ้น

ปัญหาและประโยชน์ (Pain & Gain)
ปัญหา (Pain Points)
  • วิกฤตต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาแพงและภาวะหนี้สินภาคบริโภค
    -
  • ปัญหาดินเสื่อมโทรม ดินแน่นแข็ง และขาดอินทรียวัตถุ
    -
  • การสูญเสียหน้าดินและธาตุอาหารจากสภาวะฝนชะล้างในภาคใต้
    -
ประโยชน์ (Gain Points)
  • ความต้องการธาตุอาหารไนโตรเจนสูงเพื่อเร่งผลผลิตเกรดพรีเมียม
    -
  • เป้าหมายการพึ่งพาตนเองและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
    -
  • การบรรลุเป้าหมายรายได้เพิ่มสุทธิเพื่อหลุดพ้นความยากจน
    -
กลุ่มเป้าหมาย
รายละเอียดกลุ่มเป้าหมาย
ภาคประชาชน/สังคม
เกษตรกรเป้าหมายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
ประวัติการได้รับทุนสนับสนุน
ปีงบฯ ชื่อแหล่งทุน ประเภท
สวก วิจัย
พิกัดแผนที่
กำลังโหลดแผนที่...
พิกัด:
ผลลัพธ์และผลกระทบเชิงประจักษ์
ROI (Economic)
ตัวชี้วัด:
ปริมาณ: 0
SROI (Social)
ตัวชี้วัด:
ปริมาณ:
ผลลัพธ์ (Outcomes)
  • ผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจและการลดต้นทุนฟาร์ม 30.00 เปอร์เซ็นต์
  • ผลลัพธ์ด้านสังคมและการยกระดับกลุ่มอาชีพ 20.00 คน
  • ปริมาณการลดละเลิกการใช้สารเคมีปนเปื้อนในดินชั้นบน 95.00 เปอร์เซ็นต์
ผลกระทบ (Impacts)
  • อัตราค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีภาคสนามที่ลดลง 30.00 เปอร์เซ็นต์
  • จำนวนนวัตกรแกนนำที่ได้รับการพัฒนาทักษะเฉพาะทาง 20.00 คน
  • อัตราการบำบัดและหมุนเวียนของเสียเหลือทิ้งจากฟาร์มปศุสัตว์ 95.00 เปอร์เซ็นต์