ความรู้ / เทคโนโลยี
ฤดูปลูกพริกมีการปลูก 2 ฤดู ได้แก่ ฤดูปลูกที่อาศัยฝนและฤดูปลูกที่ไม่อาศัยฝน โดยใน ฤดูปลูกพริกกะเหรี่ยงที่อาศัยฝน จะเริ่มปลูกในเดือนเมษายนถึงมิถุนายน และทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังปลูก 120-150 วัน เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวพริกได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงกุมภาพันธ์ในปีถัดไป ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพริกกะเหรี่ยงนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนในแต่ละปี หากมีฝนตกต่อเนื่องจะทำให้ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนานขึ้น เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกพริกกะเหรี่ยงที่เข้าถึงการคมนาคมสะดวก มักจะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีสีเขียวปนสีแดงเพื่อจำหน่ายเป็นผลผลิตสด ในข้อมูลสถิติราคาพริกขี้หนูสวนของตลาดสี่มุมเมืองในช่วงปี 2552-2556 พบว่าช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม ราคาจะเฉลี่ยอยู่ที่ 39-48 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ช่วงเวลาอื่นๆ จะมีราคาสูงกว่า 60 บาทต่อกิโลกรัม
ฤดูปลูกพริกที่ไม่อาศัยฝน สำหรับพื้นที่ที่มีระบบน้ำเพื่อการเกษตร สามารถปลูกพริกกะเหรี่ยงได้ตลอดปี แต่ช่วงที่พริกมีราคาสูงจะเป็นช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม ดังนั้นควรเริ่มปลูกพริกในเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน และทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคมในปีถัดไป
พริกกะเหรี่ยงสามารถปลูกได้ทั้งในระบบการปลูกปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และในระบบอินทรีย์ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ โดยมีรายได้เฉลี่ย 15,000-20,000 บาทต่อไร่ ทำให้มีกำไรอยู่ระหว่าง 5,000-10,000 บาทต่อไร่ ผลผลิตสามารถจำหน่ายได้ทั้งในรูปแบบสด โดยมีราคาประมาณ 60-100 บาทต่อกิโลกรัม หรือในรูปแบบแปรรูปเป็นพริกแห้ง ซึ่งมีราคาประมาณ 300-400 บาทต่อกิโลกรัม
จุดเด่น
จุดเด่นสำคัญของระบบการผลิตพริกกะเหรี่ยงคือ ความยืดหยุ่นเชิงนิเวศและการบริหารจัดการทางเศรษฐศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ระบบชลประทานเพื่อกำหนดรอบการเก็บเกี่ยวให้อยู่ในช่วงที่ตลาดมีความต้องการและราคาสูง (มกราคมถึงสิงหาคม) ซึ่งเป็นการดักทางกลไกราคาและลดความเสี่ยงจากสภาวะสินค้าล้นตลาด
รายละเอียดเพิ่มเติม
การบริหารจัดการระบบการผลิตพริกกะเหรี่ยงสามารถจำแนกตามปัจจัยด้านทรัพยากรน้ำได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ระบบเกษตรอาศัยน้ำฝนและระบบเกษตรชลประทาน สำหรับระบบอาศัยน้ำฝน รอบการเพาะปลูกจะเริ่มต้นในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีระยะเวลาการเจริญเติบโต 120-150 วันก่อนเข้าสู่ระยะเก็บเกี่ยวซึ่งสามารถดำเนินการได้จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติราคาชี้ให้เห็นว่าผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคมจะมีราคาเฉลี่ยลดลงระดับ 39-48 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ระบบเกษตรชลประทานจะช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดรอบการผลิตได้ตลอดปี โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมคือการเพาะปลูกในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน เพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์และระดับราคาตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม ในมิติทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร การผลิตภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) หรือมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 10,000 บาทต่อไร่ และสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้ 5,000-10,000 บาทต่อไร่ นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าผลผลิต (Value addition) ผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นพริกแห้ง ซึ่งสามารถยกระดับราคาจำหน่ายจาก 60-100 บาทต่อกิโลกรัมในรูปผลสด เป็น 300-400 บาทต่อกิโลกรัม การบูรณาการข้อมูลด้านนิเวศวิทยาการเกษตรร่วมกับการวางแผนการผลิตตามกลไกราคา จึงถือเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการโซ่อุปทานและยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม