"O Kart D EcoHub — นวัตกรรมเพื่อชุมชน โอกาสดีเพื่อทุกคน"
1. Co-design ไม่ใช่การยัดเยียดเทคโนโลยี
ผู้ใช้เข้ามาร่วมตั้งแต่ขั้นวิเคราะห์ปัญหาและสร้าง User Profile ไม่ใช่เข้ามารับมอบเครื่องจักรในขั้นปลาย ผลคือเทคโนโลยีที่ได้ใช้วัสดุท้องถิ่นราคาประหยัด ตัดฟังก์ชันซับซ้อนที่ไม่จำเป็นออก และชุมชนดูแลบำรุงรักษาซ่อมแซมได้เอง ซึ่งเป็นคำตอบต่อปัญหาคลาสสิกของโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เครื่องจักรถูกทิ้งร้างหลังจบทุน
2. ระบบพี่เลี้ยงท้องถิ่น (Local Tech Mentor) 100 ราย
สร้างคนในพื้นที่ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ถ่ายทอดความรู้ต่อได้เอง ควบคู่กับทีมซ่อมบำรุงชุมชนและเครือข่ายอะไหล่ในพื้นที่ ทำให้ความรู้ไม่ผูกติดกับนักวิจัยและอยู่ต่อได้หลังสิ้นสุดโครงการ
3. ภาคเอกชนร่วมจริง ไม่ใช่ CSR ฉาบฉวย
เข้ามาในฐานะคู่ค้าที่รับซื้อและร่วมพัฒนา Co-branding พร้อมช่องทางกระจายสินค้า Modern Trade ระดับประเทศ การมีตลาดปลายน้ำที่แน่นอนตั้งแต่ต้นทำให้แรงจูงใจในการยกระดับมาตรฐานเป็นเรื่องเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่การทำตามเงื่อนไขทุนวิจัย
4. Learning and Innovation Platform (LIP)
ศูนย์ฯ ทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้แบบผสมผสาน มีทั้งห้องปฏิบัติการจริงและระบบออนไลน์ Digital Repository พร้อมคู่มือ วิดีโอสาธิต และระบบ QR Code สำหรับการซ่อมบำรุง ให้ชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
5. มุ่งเป้าที่ธุรกิจเพื่อสังคมอย่างชัดเจน (SE Focus)
มีกรอบวัดผลเป็นระดับที่จับต้องได้ตั้งแต่ Level 1 ถึง Level 5 พร้อมเครื่องมือประเมิน Social Impact Assessment และ Dashboard แบบ Real-time ทำให้ "ความเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม" กลายเป็นตัวชี้วัดที่ติดตามได้ ไม่ใช่คำขวัญ
6. โมเดลการเงินแบบ Cross-subsidy
ศูนย์ฯ เก็บค่าบริการเชิงพาณิชย์จาก SMEs และโรงงานในพื้นที่ EEC เพื่ออุดหนุนบริการแก่ครัวเรือนยากจนในราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ศูนย์ฯ เลี้ยงตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียวในระยะยาว และเป็นการเปลี่ยน "ความเหลื่อมล้ำระหว่างอุตสาหกรรม EEC กับเศรษฐกิจฐานราก" จากปัญหาให้กลายเป็นกลไกทางการเงิน
7. Shared Lab ที่ลดความเสี่ยงในการลงทุน
กลุ่มเป้าหมายทดลองสูตรและทดลองตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรราคาแพงในระยะเริ่มต้น ซึ่งตอบโจทย์ pain point ข้อ 2.4 ของรายงานโดยตรง คือความเสี่ยงทางการเงินสูงในช่วงบ่มเพาะ
เครื่องหมายการค้า "RIEW STORY" ไม่ใช่เพียงแค่ตราสัญลักษณ์สินค้า แต่เป็นผลผลิตรูปธรรมที่เกิดจาก กลไกการสร้างแบรนด์ชุมชน ภายใต้การดำเนินงานของ ศูนย์เทคโนโลยีชุมชนแห่งอนาคต O Kart D EcoHub มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ โดยมีรายละเอียดการขับเคลื่อนแบรนด์ผ่านความร่วมมือ ดังนี้
1. บทบาทของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี (The Enabler)
ศูนย์ O Kart D EcoHub ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยน "สินค้าพื้นบ้าน" ให้เป็น "แบรนด์มาตรฐาน
2.การทดลองผลิตและควบคุมคุณภาพ: ศูนย์สนับสนุนห้องปฏิบัติการและพื้นที่ทดลองผลิต (Real-case Testing) ทำให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ RIEW STORY
3.การบ่มเพาะเชิงลึก: ใช้กรอบ SE Development Framework ในการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อให้แบรนด์มีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม (Social Enterprise)
1. เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นในพื่นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงของศูนย์ฯ
2. มูลค่าการจำหน่ายสินค้าภายใต้ เครื่องหมายการค้านี้ ร้อยละ15 จะนำส่งศูนย์เทคโนโลยีชุมชนแห่งอนาคต O Kart D EcoHub
1. เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นในพื่นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และยอมรับเงื่อนไขข้อตกลงของศูนย์ฯ
2. มูลค่าการจำหน่ายสินค้าภายใต้ เครื่องหมายการค้านี้ ร้อยละ15 จะนำส่งศูนย์เทคโนโลยีชุมชนแห่งอนาคต O Kart D EcoHub
3. สินค้าที่เข้าร่วมตราสินค้านี้ ต้องเป็นสินค้าที่ได้มาตราฐาน มีคุณภาพ
เงื่อนไข
ผู้ประกอบการต้องมีเครื่องกลั่นไฟฟ้า หรือเครื่องกลั่นในลักษณะอื่นๆเพื่อให้ได้น้ำไฮโดรซอลของสมุนไพร
จุดเด่น
1. การใช้ "น้ำไฮโดรซอลเข้มข้น" เป็นเบสหลัก (Hydrosol-based)
แทนที่น้ำบริสุทธิ์: โดยปกติเครื่องสำอางทั่วไปจะใช้น้ำกลั่น (DI Water) เป็นส่วนประกอบหลักร้อยละ 90 ขึ้นไป แต่ตำรับนี้ใช้ น้ำไฮโดรซอลจากใบขลู่เข้มข้นถึง 97.15% ทำให้ทุกหยดของผลิตภัณฑ์อัดแน่นไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติโดยแท้จริง
ความเข้มข้นสูงพิเศษ: มีการควบคุมการเก็บน้ำกลั่นเฉพาะ "ส่วนต้น" (เพียงร้อยละ 16.6 ของปริมาตรน้ำเริ่มต้น) เพื่อให้ได้สารสำคัญที่เข้มข้นกว่าการกลั่นปกติ
2. เทคนิคการสกัดที่รักษาคุณค่าสารสำคัญ
Maceration-assisted Steam Distillation: เป็นการรวมเทคนิคการแช่หมักเข้ากับการกลั่นด้วยไอน้ำ ซึ่งช่วยดึงสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพออกมาได้ดีขึ้น
ถนอมสารที่ไวต่อความร้อน: การใช้น้ำไฮโดรซอลช่วยลดปัญหาการเสื่อมสลายของสารสำคัญบางกลุ่ม (เช่น ฟลาโวนอยด์) ที่มักจะสูญเสียไปเมื่อใช้การต้มน้ำร้อนหรือการใช้ตัวทำละลายรุนแรง
เงื่อนไข
ผู้ประกอบการต้องมีเครื่องกลั่นไฟฟ้า หรือเครื่องกลั่นในลักษณะอื่นๆเพื่อให้ได้น้ำไฮโดรซอลของสมุนไพร
จุดเด่น
1. การใช้ "น้ำไฮโดรซอลเข้มข้น" เป็นเบสหลัก (Hydrosol-based)
แทนที่น้ำบริสุทธิ์: โดยปกติเครื่องสำอางทั่วไปจะใช้น้ำกลั่น (DI Water) เป็นส่วนประกอบหลักร้อยละ 90 ขึ้นไป แต่ตำรับนี้ใช้ น้ำไฮโดรซอลจากใบขลู่เข้มข้นถึง 97.15% ทำให้ทุกหยดของผลิตภัณฑ์อัดแน่นไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติโดยแท้จริง
ความเข้มข้นสูงพิเศษ: มีการควบคุมการเก็บน้ำกลั่นเฉพาะ "ส่วนต้น" (เพียงร้อยละ 16.6 ของปริมาตรน้ำเริ่มต้น) เพื่อให้ได้สารสำคัญที่เข้มข้นกว่าการกลั่นปกติ
2. เทคนิคการสกัดที่รักษาคุณค่าสารสำคัญ
Maceration-assisted Steam Distillation: เป็นการรวมเทคนิคการแช่หมักเข้ากับการกลั่นด้วยไอน้ำ ซึ่งช่วยดึงสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพออกมาได้ดีขึ้น
ถนอมสารที่ไวต่อความร้อน: การใช้น้ำไฮโดรซอลช่วยลดปัญหาการเสื่อมสลายของสารสำคัญบางกลุ่ม (เช่น ฟลาโวนอยด์) ที่มักจะสูญเสียไปเมื่อใช้การต้มน้ำร้อนหรือการใช้ตัวทำละลายรุนแรง
1. สามารถแก้ปัญหาการตากผลิตภัณฑ์ได้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแดด โดยอาศัยพลังงานไฟฟ้าเสริม
2. สามารถตากผลิตภัณฑ์ได้สม่ำเสมอโดยสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นภายในตู้ได้
ยังไม่มีกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น
ยังไม่มีกิจกรรมที่ผ่านมา
| # | ชื่อบุคลากร | ตำแหน่งในศูนย์ | ติดต่อ |
|---|---|---|---|
| 1 |
นรากร ศรีสุข
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
|
นักวิจัย
ตำแหน่งบริหาร
|
narakorn.sri@mail.rru.ac.th
0942925639
ถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริหารจัดการศูนย์
|
| 2 |
รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา
คณะวิทยาศาสตร์
|
หัวหน้าศูนย์
ตำแหน่งบริหาร
|
daungpornpupaka@gmail.com
0894999015
บริหารจัดการศูนย์
|
| 3 |
นางสาวพรทิพย์ อ้นเกษม
ครุศาสตร์
|
นักวิจัย
ตำแหน่งบริหาร
|
prornnaruktip@gmail.com
0629659953
ถ่ายทอดเทคโนโลยี
|
| 4 |
ครรชิต มาระโภชน์
คณะวิทยาการจัดการ
|
นักวิจัย
ตำแหน่งบริหาร
|
khanchit.mar@rru.ac.th
0819833783
|
- ยังไม่มีข้อมูลขั้นตอนการให้บริการ -
- ยังไม่มีคำถามที่พบบ่อย -